การดูแลและอยู่ร่วมกันกับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

alzheimer-together“หนูๆลุงกินข้าวแล้ว แต่ยังไม่ได้กินยา ขอยาลุงกินหน่อย”

“ลุงคะ เมื่อกี้หนูให้ลุงกินยาไปแล้วนะคะ”

บทสนทนาข้างต้น เป็นบทสนทนาสำหรับพยาบาล หรือลูกหลานที่ดูแลผู้ป่วยโรคภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ เพราะว่าผู้ป่วยมีอาการสมองเสื่อมและจำสิ่งที่ทำมาแล้วไม่ได้ และอาจมีอารมณ์หรือพฤติกรรมต่อต้านคนรอบตัว หัวแข็ง และเอาแต่ใจตัวเอง โดยหลักการแล้วยังไม่มีวิธีตายตัวสำหรับดูแลและจัดการผู้ป่วยอัลไซเมอร์เหล่านี้ ดังนั้นพยาบาลหรือครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยควรหาวิธีที่เหมาะสม อะลุ่มอล่วยมาเพื่อจัดการกับคนไข้ของตน สิ่งที่ผู้ดูแลจะต้องเจอทุกวันคือ อาการลืมของ เข้าใจอะไรยากขึ้น ซึมเศร้าเหม่อลอย วิตกกังวล ขี้หงุดหงิด ลืมกิจวัตรประจำวัน และย้ำคิดย้ำทำ

นอกจากการดูแลผ้ป่วยแล้ว ตัวผู้ดูแลเองควรที่จะดูแลร่างกายและจิตใจของตนเอง รู้ถึงขีดความอดทน สภาพอารมณ์ของตัวเอง เนื่องจากการที่ต้องสัมผัสและดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ตลอดเวลานั้นอาจก่อให้เกิดความเครียดขึ้นได้ บางครั้งผู้ดูแลอาจเกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ว่าสิ่งที่ทำไปกับคนไข้ ถูกหรือผิด ดังนั้นนอกจากจะต้องดูแลคนไข้แล้ว ผู้ดูแลต้องรู้ลิมิตของตัวเอง หากรู้สึกเหนื่อยก็ควรหยุดพักผ่อน และเปลี่ยนเวรให้ผู้อื่นมาดูแลแทนตัวเอง เมื่อสภาพกายและสภาพจิตใจพร้อมแล้วค่อยกลับมาทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยอีกครั้งด้วยตัวเอง

การดูและที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ยา เป็นการรักษาที่สำคัญเพราะคือการดูแลปรับสภาพจิตใจของผู้ป่วยอย่างไกล้ชิด

  1. ให้เวลาผู้ป่วยตอบสนองกับสิ่งรอบข้างเนื่องจากผู้ป่วยจะทำอะไรช้าลง การคิดการอ่านจะไม่เหมือนเดิม เนื่องจากประสาทสมองที่เสียไป ควรทำให้ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวลและค่อยๆลำดับขั้นตอนช้าๆเพื่อให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและมีอาการตอบสนองกับสิ่งเหล้านั้นมากขึ้น
  2. ควรดูแลผู้ป่วยอย่างไกล้ชิด ควรจัดกิจวัตรประจำวันให้ผู้ป่วย บางครั้งควรทบทวนสิ่งที่ผู้ป่วยพูด หรือปฎิบัติและสรุปในสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการจะสื่อสารเพื่อช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ผู้ดูแลจะต้องสังเกตพฤติกรรมหรือความสามารถของผู้ป่วยที่ลดลงไป เพื่อที่จะประเมินอาการของผู้ป่วย และจะได้ช่วยจัดกิจกรรมขึ้นมาให้เหมาะกับผู้ป่วยมากขึ้น
  3. ในระยะนี้ผู้ดูแลควรจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการทางจิต หูแว่ว จำเป็นต้องพบจิตแพทย์และทานยา เพื่อควบคุมพฤติกรรมที่อาจเป็นปัญหา
  4. ในระยะนี้จำเป็นต้องไกล้ชิดและดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา เนื่องจากผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้ รวมไปถึงกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยเช่น การเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ แปรงฟัน หรือเรื่องการรับประทานอาหารที่ผู้ป่วยอาจไม่สามารถเคี้ยวอาหารหรือกลืนอาหารเองได้ การเตรียมอาหารไม่ควรเป็นอาหารที่เคี้ยวยาก หรือว่าเป็นอาหารบดง่ายจนเกินไป เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถทานอาหารเองได้ พยายามป้อนทีละน้อยเพื่อให้ผู้ป่วยค่อยๆเคี้ยวอาหารและกลืนอาหารเองได้